ไทยโจวอี้ ชุมชนคนศึกษาอี้จิงแห่งประเทศไทย

Switch to desktop Register Login

รู้จักโครงสร้างคัมภีร์อี้จิง

zhou-yi-pic


เราเคยทำความรู้จักกับคัมภีร์โจวอี้ไปแล้วระดับหนึ่งจากบทความเดิมคือ รู้จักคัมภีร์โจวอี้ และเพื่อให้เป็นการรู้จักคัมภีร์โจวอี้ให้ดีขึ้นและเข้าใจส่วนประกอบของคัมภีร์ให้มากขึ้น ผมจึงตัดสินใจเขียนบทความอธิบายขึ้นอีกครั้ง โดยรวมเอาการอธิบายโครงสร้างของคัมภีร์โจวอี้ไว้ด้วย

นับจาก ฝูซี กษัตริย์ยุคดึกดำบรรพ์ของจีนได้ทำการกำหนดสัญลักษณ์ซึ่งประกอบด้วยขีดหยิน-หยางจนกลายเป็นตรีลักษณ์ทั้งแปดที่เรียกว่าอัฐลักษณ์ขึ้นมาแล้ว หลังจากนั้นชาวจีนต่างก็พยายามศึกษาและทำความเข้าใจถึงหลักการและความหมายของตรีลักษณ์เหล่านี้ และได้นำมาเป็นเครื่องชี้นำการปกครองและการสร้างสรรค์ความรู้ใหม่ๆเสมอมา แน่นอนว่าในยุคโบราณนั้นการชี้นำประเทศและสังคมด้วยคำพยากรณ์นั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับและนับถือ ดังนั้นตรีลักษณ์ทั้งแปดจึงมีหน้าที่ในการให้คำพยากรณ์แก่กษัตริย์ ข้าราชการ แม่ทัพ และสังคมทั้งหมดด้วย และเมื่อชาวจีนเริ่มประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้นมาใช้ การอธิบายความหมายของตรีลักษณ์ทั้งแปดด้วยอักษรภาษาก็เริ่มมีขึ้นและเริ่มมีการจดบันทึกเป็นตำราขึ้นมา

ตำราที่เรารู้จักกันสองเล่มแรกคือเหลียนซานและกุยฉางนั้นหายสาบสูญไปสิ้นในปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตามในยุคปลายราชวงค์ซาง เจ้านครปัจจิมนาม จีซาง ได้ศึกษาคัมภีร์ทั้งสองนี้ นำตรีลักษณ์มารวมกันเป็นฉักลักษณ์และรจนาคัมภีร์ขึ้นมาชื่อว่า โจวอี้(การเปลี่ยนแปลงแห่งโจว) เมื่อบุตรชายของจีซางนามจีฟาได้ทำการล้มล้างราชวงค์ซางที่ชั่วร้ายลงและสถาปนาราชวงค์โจวขึ้นมาแทน จีซางจึงได้รับการอวยยศให้เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงค์โจวนาม โจวเหวินหวัง ส่วนจีฟาได้เป็นกษัตริย์ปกครองราชวงค์โจวนาม โจวอู่หวัง

หลังจากโจวอู่หวังสิ้นพระชนม์ โจวกง น้องชายของโจวอู่หวังได้เป็นผู้สำเร็จราชการแทน และโจวกงได้ทำการเขียนความหมายลายเส้นเพิ่มเข้าไปในคัมภีร์โจวอี้เดิม จนมีความหมายครบทั้งฉักลักษณ์และลายเส้น

หลังยุคของโจวกงราวห้าร้อยปี นักปราชญ์มหาบุรุษแห่งลัทธิหยูนาม ขงจื้อ ได้หลงไหลในคัมภีร์โจวอี้นี้มาก และได้เริ่มเขียนบทวิพากษ์และอธิบายความหมายของคัมภีร์โจวอี้นี้ คัมภีร์ที่ขงจื้อได้เขียนขึ้นนี้ชื่อว่า อี้จ้วน และเนื่องจากคัมภีร์มีทั้งหมด 10 ม้วนไม้ไผ่ จึงถูกเรียกว่า สือยี่ หรือ ปีกทั้งสิบ (ว่ากันว่าไม่ใช่ขงจื้อเขียนคนเดียว แต่น่าจะรวมศิษย์ของของจื้อด้วย)

kong-zi
ขงจื้อ

เมื่อถึงราชวงค์ฮั่น พระเจ้าฮั่นอู่ตี้ประกาศยกย่องลัทธิหยูและใช้หลักของขงจื้อเป็นแบบแผนการปกครองประเทศ คัมภีร์โจวอี้จึงถูกยกย่องและเนื้อหาในคัมภีร์ปีกทั้งสิบนั้นก็ได้ถูกผนวกเข้ากับเนื้อหาเดิมของคัมภีร์โจวอี้ และต่อมาได้เรียกคัมภีร์นี้ว่า อี้จิง (โดยรวมหมายถึงกุยฉางและเหลียนซานที่สาบสูญด้วย เพื่อเป็นการยกย่องคัมภีร์ทั้งสองนั้น)

เพื่อให้รู้จักโครงสร้างของคัมภีร์อี้จิง ดังนั้นผมจึงขออธิบายโครงสร้างของคัมภีร์โดยละเอียดในที่นี้ครับ ซึ่งคัมภีร์อี้จิงประกอบด้วยองค์ประกอบดังนี้

ชื่อของฉักลักษณ์(กว้าหมิง) คือชื่อของฉักลักษณ์ทั้ง 64 กำหนดขึ้นโดยโจวเหวินหวัง

เนื้อความ(กว้าสือ) คือเนื้อความอธิบายฉักลักษณ์ เขียนโดยโจวเหวินหวัง

คำไขฉักลักษณ์(ท่วนสือ) คือคำอธิบายเนื้อความของโจวเหวินหวัง โดยฝ่ายลัทธิหยูหรือขงจื้อ เนื้อความนำมาจากคัมภีร์ปีกทั้งสิบ

ภาพลักษณ์(กว้าเซี่ยง) คือภาพลักษณ์ของฉักลักษณ์ เป็นการอธิบายฉักลักษณ์แต่ละตัวในเชิงภาพลักษณ์ โดยฝ่ายลัทธิหยูหรือขงจื้อ เนื้อความนำมาจากคัมภีร์ปีกทั้งสิบ

เนื้อความของเส้น(เหยาสือ) คือความหมายของเส้นทั้งหกเส้นในแต่ละฉักลักษณ์ เขียนโดยโจวกงมีทั้งสิ้น 386 วลี( 384 วลีของลายเส้นทั้งหกของ 64 ฉักลักษณ์ กับอีก 2 วลีของบทกลับในฉักลักษณ์ฉียนและคุน)

ภาพลักษณ์ลายเส้น(เหยาเซี่ยง) คือคำอธิบายภาพลักษณ์ของเส้นทั้งหกของโจวกง โดยฝ่ายลัทธิหยูหรือขงจื้อ เนื้อความนำมาจากคัมภีร์ปีกทั้งสิบ 

โดยโครงสร้างทั้งหมดนี้เองที่ทำให้คัมภีร์โจวอี้เป็นคัมภีร์ที่สมบูรณ์ขึ้นโดยอิงกับปรัชญาของฝ่ายหยู(ขงจื้อ) และเรียกว่าคัมภีร์อี้จิง(จิงแปลว่าคัมภีร์)ในกาลต่อมา

ปัจจุบันหากเราศึกษาตำราอธิบายอี้จิงที่เขียนโดยนักปรัชญาสมัยต่างๆแล้ว จะพบว่าตำราอธิบายอี้จิงที่ได้รวมเอาเนื้อความจากคัมภีร์สิบปีกของขงจื้อเข้าไปด้วยนั้นมีตั้งแต่สมัยราชวงค์ฮั่นแล้ว ยกตัวอย่างเช่นตำราของ หวังปี้ แห่งปลายราชวงค์ฮั่นหรือยุคสามก๊ก เป็นต้น

แต่อย่างไรก็ตาม ในยุคที่ผ่านมานั้นการอ้างอิงคัมภีร์อี้จิงนั้นก็ยังมีแตกต่างกันอยู่บ้าง ถ้าเป็นนักปรัชญาฝ่ายลัทธิหยูมักจะอ้างอิงคัมภร์อี้จิงที่ผนวกเอาเนื้อความ จากคัมภีร์สิบปีกของขงจื้อเข้าไปด้วย ขณะที่บางฝ่ายนั้นจะเน้นที่ความหมายเดิมของโจวเหวินหวังและโจวกงเท่านั้นโดย ไม่อ้างอิงเนื้อความของขงจื้อเนื่องจากเห็นว่าเนื้อหาซ้ำซ้อน โดยเฉพาะในฝ่ายรูปลักษณ์และพยากรณ์แล้วมักจะไม่อ้างถึงเลย อย่างไรก็ดีในความเห็นของผม(ผู้เขียนบทความ)คิดว่าลำพังเนื้อความของโจวเหวินหวังและโจงกงก็มีความครอบคลุมเพียงพอและมีความหมายที่ลึกซึ้งเกินหยั่งแล้ว ดังนั้นเนื้อความส่วนของขงจื้อจึงเป็นเหมือนปีกหรือส่วนเสริมที่ยื่นออกมา ซึ่งจะศึกษานั้นก็คงแล้วแต่ความชื่นชอบ แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือถือเป็นหัวใจของคัมภร์นั้นก็คือเนื้อหาของโจวเหวินหวังและโจวกงนั่นเองครับ

 

เขียนข้อความของคุณ

กรุณาตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณได้กรอกข้อมูลลงไปในช่องที่มีเครื่องหมายดอกจัน (*) เรียบร้อยแล้ว
ไม่อนุญาติให้ใช้โค้ด HTML

บทความในเว็บนี้สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ปี 2537

Top Desktop version