Search
ไทยโจวอี้ แหล่งความรู้อี้จิง เรียนอี้จิงออนไลน์
  • หน้าแรก
  • Courses
  • Blog
    • โลกแห่งอี้จิง
      • ประวัติความเป็นมา
      • บุคคลสำคัญ
      • บทความทั่วไป
    • อัฏฐลักษณ์
      • ความรู้พื้นฐาน
    • ฉักลักษณ์
      • ความรู้พื้นฐาน
      • บทความพิเศษ
    • คัมภีร์อี้จิง
      • ความรู้พื้นฐาน
    • อี้จิงพยากรณ์
      • พื้นฐานทั่วไป
      • โจวอี้พยากรณ์
      • วิชาลิ่วเหยา
      • อี้จิงดอกเหมย
  • Gallery
  • บัญชีของฉัน
  • เกี่ยวกับเรา
    • เกี่ยวกับเรา
    • เงื่อนไขและข้อตกลง
    • ติดต่อเรา
  • หน้าแรก
  • Courses
  • Blog
    • โลกแห่งอี้จิง
      • ประวัติความเป็นมา
      • บุคคลสำคัญ
      • บทความทั่วไป
    • อัฏฐลักษณ์
      • ความรู้พื้นฐาน
    • ฉักลักษณ์
      • ความรู้พื้นฐาน
      • บทความพิเศษ
    • คัมภีร์อี้จิง
      • ความรู้พื้นฐาน
    • อี้จิงพยากรณ์
      • พื้นฐานทั่วไป
      • โจวอี้พยากรณ์
      • วิชาลิ่วเหยา
      • อี้จิงดอกเหมย
  • Gallery
  • บัญชีของฉัน
  • เกี่ยวกับเรา
    • เกี่ยวกับเรา
    • เงื่อนไขและข้อตกลง
    • ติดต่อเรา
ไทยโจวอี้ แหล่งความรู้อี้จิง เรียนอี้จิงออนไลน์ > Blog > ฉักลักษณ์ > บทความพิเศษ > ระบบแปดวิหารของจิงฝาง (ตอนที่3)

ระบบแปดวิหารของจิงฝาง (ตอนที่3)

  • 19/10/2016
  • Posted by: Liang
  • Category: บทความพิเศษ
ไม่มีความเห็น

ทฤษฎีน่าเจี่ย (納甲) ของจิงฝาง

ทฤษฎีน่าเจี่ย ซึ่งบ้านเราดูเหมือนจะเรียกตามสำเนียงแต้จิ๋วว่าทฤษฎีหนับกะ คือทฤษฎีที่รองรับความสัมพันธ์ระหว่างระบบกาลกับระบบฉักลักษณ์ โดยมองว่าระหว่างระบบกาลและระบบฉักลักษณ์ของอี้จิงนั้นมีความสัมพันธ์กันอยู่ สำหรับผู้ที่ยังไม่รู้จักระบบกาลของจีนเลยนั้นอยากให้อ่านบทความเรื่อง ระบบกาลของจีน ก่อนนะครับ

ทฤษฎีน่าเจี่ยนี้มีใหญ่ๆอยู่สองทฤษฎี หนึ่งนั้นคือทฤษฎีของหยูฟานแต่เนื่องจากไม่เป็นที่นิยมผมจึงไม่ขอกล่าวถึงครับ อีกหนึ่งคือทฤษฎีน่าเจี่ยของจิงฝางนี่เองครับ ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับกันอย่างกว้างขวางครับ

ย้อนกลับไปที่เรื่องระบบกาลปฏิทินของจีนแล้ว เราจะพบว่าชาวจีนใช้ระบบการผสมของสองระบบนับ หนึ่งคือเทียนกาน-ต้นฟ้า(บ้านเราอาจจะแปลเป็นราศีฟ้า) หนึ่งคือตี้จือ-กิ่งดิน(บ้านเราอาจจะแปลเป็นราศีดิน) ดังนั้นในทฤษฎีน่าเจี่ยจึงเป็นการนำเอาต้นฟ้าและกิ่งดินนี้เข้ามาอยู่ในระบบกว้าหรือฉักลักษณ์นั่นเอง

สำหรับในบทนี้ผมคงไม่สามารถหลีกเลี่ยงการใช้ตัวอักษรจีนได้ครับ จึงคงต้องเขียนไว้และจะดีหากผู้อ่านทุกท่านพยายามจำหน้าตาตัวอักษรจีนที่ต้องใช้ไว้บ้างครับ โดยเฉพาะในส่วนของระบบกาลครับ (***ย้ำอีกครั้งว่าควรอ่านเนื้อหาเบื้องต้นในส่วนของระบบกาลก่อนนะครับ)

เอาล่ะครับ เรามาดูกันว่า ต้นฟ้าและกิ่งดินในระบบกาลนั้นถูกจับมาอยู่ในระบบฉักลักษณ์ได้อย่างไร ซึ่งผมขอสรุปง่ายๆออกมาเป็นตารางเลยนะครับ

na-jia
การน่าเจี่ยแบบจิงฝาง

อ่านยากใช่มั้ยครับ? ผมตั้งใจเองแหละ คือผมอยากให้เด่นที่ตัวอักษรจีนครับ เนื่องจากคิดว่าตารางนี้จะใช้อ้างอิงต่อไปในวิชาลิ่วเหยาได้ ซึ่งนั่นหมายความว่าหากท่านสามารถจำหน้าตาตัวอักษรจีนได้จะมีประโยชน์มาก และจะทำให้ท่านสามารถใช้โปรแกรมช่วยในการตั้งฉักลักษณ์ได้ด้วย(ซึ่งเป็นภาษาจีน) ผมจึงตั้งใจให้ตัวอักษรจีนมีความโดดเด่น และตัวหนังสือไทยแทบมองไม่เห็นดังที่ปรากฏในตาราง

และที่สำคัญที่สุดครับ หากต่อไปนี้ผมเขียนเรื่องนี้ต่อ รวมทั้งเรื่องวิชาลิ่วเหยา นั่นหมายความว่าผมต้องมีการยกตัวอย่างการตั้งฉักลักษณ์อย่างมากมายมหาศาล ซึ่งผมยอมรับครับว่าการที่ผมต้องจับรูปซึ่งตั้งฉักลักษณ์เป็นภาษาจีนขึ้นมาแล้ว มาแปลเป็นไทยอีกครั้งนั้นมันลำบากและเสียเวลาในการทำอย่างมากครับ ดังนั้นหากผู้อ่านสามารถจำหน้าตาตัวอักษรเหล่านี้ได้จะเป็นการดีมากครับและจะทำให้ผมสามารถอัพเดทเว็บได้บ่อยและง่ายขึ้น(เบ๋ยยยยยย)

เอาล่ะครับ…เข้าเรื่องเนาะ จากตารางนะครับ เราจะเห็นว่าแถวบนสุดจะแสดงฉักลักษณ์พร้อมกับคุณสมบัติธาตุของฉักลักษณ์ต้นวิหาร(ซึ่งฉักลักษณ์ใดๆที่แปรจากฉักลักษณ์ต้นวิหารนี้จะมีคุณสมบัติธาตุตามฉักลักษณ์ต้นวิหาร) สดมภ์ด้านซ้ายจะแสดงลำดับเส้น จาก 1 ถึง 6 จากล่างขึ้นบน โดยให้คิดแยกเป็นตรีลักษณ์ด้วยนะครับ คือจะแบ่งเส้น 1 ถึง 3 เป็นตรีลักษณ์ล่าง(ตรีลักษณ์ใน) และเส้น 4 ถึง 6 เป็นตรีลักษณ์บน(ตรีลักษณ์นอก)ครับ
ตัวอักษรจีนในแต่ละช่องนะครับ ตัวอักษรซ้ายบนจะเป็น 10 ต้นฟ้า ตัวอักษรขวาบนจะเป็น 12 กิ่งดิน ตัวอักษรล่างจะเป็นคุณสมบัติธาตุครับ ซึ่งมาจากคุณสมบัติธาตุของกิ่งดินในตำแหน่งนั้นๆ ซึ่งหมายความว่าเส้นใดๆจะมีคุณสมบัติธาตุตามกิ่งดินที่อยู่ในเส้นนั้นนั่นเองครับ

มาดูตัวอย่างการเอาต้นฟ้ากิ่งดินที่ว่านี้มาใส่ในฉักลักษณ์กันจริงๆเลยดีกว่าครับ

เช่นผมได้ฉักลักษณ์ที่ 10 ก้าวย่าง(โปรดดูรายละเอียดจาก ตารางเทียบฉักลักษณ์) ซึ่งมีตรีลักษณ์บนเป็นเฉียน มีตรีลักษณ์ล่างเป็นตุ้ย ก็ให้ไปดูตามตารางด้านบนครับ ดูที่ฉักลักษณ์เฉียนตรีลักษณ์บน(เส้น 4 ถึง 6) และตรีลักษณ์ล่างก็ให้ดูจากตรีลักษณ์ล่าง(เส้น 1 ถึง 3)ของฉักลักษณ์ตุ้ยครับ จากนั้นก็ใส่ต้นฟ้า กิ่งดิน และธาตุของเส้นลงไปในฉักลักษณ์ ซึ่งจะได้ดังรูปล่างครับ(สีของเส้นผมใส่ตามสีของธาตุในเส้นนั้นๆ)

na-jia-ex1
ตัวอย่างการจัดต้นฟ้ากิ่งดิน

แฮ่….ไม่ยากเลยใช่มั้ยครับ…ถ้าขี้เกียจจำก็เก็บตารางบนไว้เทียบครับ สะดวกง่ายดายมาก ถ้าอยากจำก็อยากให้ลองสังเกตุการเรียงตัวของตำแหน่งต่างๆให้ดีครับ ถ้าจะจำเพื่อใช้ในวิชาลิ่วเหยาก็จำแค่ตำแหน่งของกิ่งดิน(ตัวอักษรจีนด้านซ้ายบน)เท่านั้นก็พอครับ ซึ่งจะได้คุณสมบัติธาตุไปด้วย เพราะเอาเข้าจริงๆแล้วเวลาทำนายก็จะใช้แค่กิ่งดินและธาตุไปเทียบหาตำแหน่งความหมายครับ(ไม่มีใครใช้ต้นฟ้าหรอกครับ นอกจากพวกอยากแตกต่างจากชาวบ้าน สร้างหลักวิชามั่วๆไปหมดแล้วบอกว่านี่คือวิชาลับ เอาเข้าจริงๆผมเห็นการทำนายของพวกนี้แล้ว มั่วสุดๆ)

(***จริงๆวิธีจำมันมีครับ ขึ้นกับแต่ละสายอาจารย์ ถ้าเรียนวิชามาโดยตรงจะได้วิธีจำที่ง่ายมากครับ แต่ผมเองก็ไม่สะดวกจะเปิดเผยในที่สาธารณะครับ ต้องขออภัยด้วยครับ แต่เอาเข้าจริงๆถ้านั่งสังเกตุการเรียงตำแหน่งหน่อย แป๊บเดียวก็จับเคล็ดได้ละครับ)

ญาติทั้งหก (六親)

เอาล่ะครับ ไหนๆก็ไหนๆก็พ่วงเรื่องที่เกี่ยวข้องกันอย่างแนบแน่นสุดๆอย่างเรื่อง ญาติทั้งหก เข้าไปด้วยเลยละกันครับ จะได้ใส่ตัวจีนเท่ห์ๆเข้าไปในฉักลักษณ์ให้คนงงเล่นแบบซินแสกันได้ซะที เย๊…

ญาติทั้งหก คือตำแหน่งความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นภายในฉักลักษณ์จากธาตุซึ่งมาจากการวางของกิ่งดิน โดยเทียบกับคุณสมบัติธาตุของฉักลักษณ์ต้นวิหารที่แปรมา อาาา อ่านแล้วผมยังงงเลยว่ะ…
ช่างมันเถอะครับ…ผมขอยกหลักวิชาแล้วเข้าตัวอย่างเลยดีกว่า ท่าจะเข้าใจง่ายขึ้นเยอะ

หลักคิดง่ายๆนะครับ เริ่มแรกให้เราหาว่าฉักลักษณ์ที่เราได้นั้นอยู่ในวิหารไหน ก็จะได้คุณสมบัติธาตุตามฉักลักษณ์ต้นวิหารนั้นๆ ให้เราเอาคุณสมบัติธาตุนี้เป็นตัวตั้งครับ และแทนตัวเราเอง ขอเรียกคุณสมบัติธาตุตัวนี้ว่า ธาตุเจ้าตัว ละกันครับ

จากนั้นให้ดูคุณสมบัติธาตุในเส้นต่างๆเทียบกับธาตุเจ้าตัวครับ โดยมีหลักดังนี้ครับ

กำเนิดเจ้าตัวคือ พ่อแม่(父母)
ข่มเจ้าตัวคือ อำมาตย์-ผี(官鬼)
เทียบเท่าเจ้าตัวคือ พี่น้อง(兄弟)
เจ้าตัวไปข่มคือ ภรรยา-ทรัพย์(妻財)
เจ้าตัวไปให้กำเนิดคือ ลูกหลาน(子孫)

อาจจะงงครับ เพราะเอาเข้าจริงมันดันมีแค่ 5 ตำแหน่งครับ แต่รวมตัวเราเข้าไปด้วยครับจะเป็น 6 ครับ และก็ผมยังไม่ขออธิบายความหมายของญาติทั้งหกนะครับ เอาไว้อธิบายตอนขึ้นวิชาลิ่วเหยาละกันครับ ในบทนี้แค่สอนว่าใส่ตำแหน่งในฉักลักษณ์ยังไงก่อนครับ

ตัวอย่างเลยนะครับ ผมเริ่มเขียนต่อไม่ไหวแล้ว…

จากตัวอย่างเดิมครับ ฉักลักษณ์ที่ 10 ก้าวย่างครับ หากเราลองเทียบในเรื่องของวิหารดู จะพบว่าฉักลักษณ์นี้อยู่ในวิหารเกิ้นครับ ซึ่งวิหารเกิ้นเป็นธาตุดินดังนั้นฉักลักษณ์นี้จึงอยู่ในธาตุดินด้วยครับ
จากนั้นให้ธาตุดินเป็นธาตุเจ้าตัว แล้วมาเทียบกับธาตุในเส้นครับ…

เส้นล่างสุดเป็นธาตุไฟ ไฟกำเนิด(ส่งเสริม)ดิน แสดงว่าไปกำเนิดเจ้าตัว เส้นที่หนึ่งจึงเป็นพ่อแม่
เส้นสองเป็นธาตุไม้ ไม้ข่มดิน แสดงว่าข่มเจ้าตัว เส้นที่สองจึงเป็นอำมาตย์-ผี
เส้นที่สามเป็นธาตุดินเช่นเดียวกับเจ้าตัว ถือว่าเทียบเท่ากัน เส้นที่สามจึงเป็นพี่น้อง
เส้นที่สี่เป็นธาตุไฟ ไฟกำเนิดดิน กำเนิดเจ้าตัว เส้นที่สี่จึงเป็นพ่อแม่
เส้นที่ห้าเป็นธาตุทอง ธาตุดินของเจ้าตัวไปกำเนิดธาตุทอง แสดงว่าเส้นที่ห้าเป็นลูกหลาน
เส้นที่หกเป็นธาตุดิน เทียบเท่าเจ้าตัว เป็นพี่น้อง

ดังนั้นจึงใส่รายละเอียดเข้าไปในฉักลักษณ์ได้ดังนี้

na-jia-ex2
ตัวอย่างการเพิ่มตำแหน่งญาติทั้งหก

โฮกกกก…เป็นไงครับ พอเข้าใจมั้ยครับ ซึ่งจากกระบวนการทั้งหมดนี้ก็จะทำให้เราได้ฉักลักษณ์ที่มีตัวจีนบอกตำแหน่งสุดเท่ห์เหมือนกับที่ซินแสชอบโชว์แล้วล่ะครับ ซึ่งความเป็นมาของการใส่ตำแหน่งต่างๆเหล่านี้ก็มาจากทฤษฎีน่าเจี่ยของจิงฝางนี่เองครับ ซึ่งผมก็ได้พยายามอธิบายให้กระชับและเข้าใจง่ายอย่างที่สุดแล้วครับ โดยไม่แสดงให้มันดูลึกลับหรือลวงตาคนอยากรู้อยากอ่านแต่อย่างใด

ส่วนว่าทำไมตำแหน่งต่างๆถึงวางแบบนี้นั้น ผมก็อยากเขียนนะครับ แต่มันเป็นภาคทฤษฎีที่ลึกและยาวเฟื้อย จนคงต้องรอให้โอกาสมันเหมาะสมค่อยเขียนละกันนะครับ

และสำหรับตอนหน้า ก็น่าจะเป็นตอนจบของเนื้อหาของจิงฝางละครับ ใครชอบไม่ชอบยังไงก็เมนต์กันหน่อยนะครับ ผมจะได้รู้ว่าเขียนได้ดีหรือไม่ จะได้ไว้ปรับปรุงต่อไปครับ

จิงฝาง ลิ่วเหยา แปดวิหาร

หมวดหมู่

เลือกหมวดหมู่ Uncategorized คัมภีร์อี้จิง    ความรู้พื้นฐาน ฉักลักษณ์    ความรู้พื้นฐาน    บทความพิเศษ อัฏฐลักษณ์    ความรู้พื้นฐาน อี้จิงพยากรณ์    พื้นฐานทั่วไป    วิชาลิ่วเหยา    อี้จิงดอกเหมย    โจวอี้พยากรณ์ โลกแห่งอี้จิง    บทความทั่วไป    บุคคลสำคัญ    ประวัติความเป็นมา ( ( dropdownId ) => { const dropdown = document.getElementById( dropdownId ); function onSelectChange() { setTimeout( () => { if ( 'escape' === dropdown.dataset.lastkey ) { return; } if ( dropdown.value && parseInt( dropdown.value ) > 0 && dropdown instanceof HTMLSelectElement ) { dropdown.parentElement.submit(); } }, 250 ); } function onKeyUp( event ) { if ( 'Escape' === event.key ) { dropdown.dataset.lastkey = 'escape'; } else { delete dropdown.dataset.lastkey; } } function onClick() { delete dropdown.dataset.lastkey; } dropdown.addEventListener( 'keyup', onKeyUp ); dropdown.addEventListener( 'click', onClick ); dropdown.addEventListener( 'change', onSelectChange ); })( "cat" ); //# sourceURL=WP_Widget_Categories%3A%3Awidget

เรื่องล่าสุด

  • การป่วยของชิโมมุระ
  • การค้นหาเงินที่หายไป
  • ลำดับความหมายในลายลักษณ์
  • ความหมายของตรีลักษณ์ทั้งแปด (เชิงรูปลักษณ์)
  • จ้าวเจิ้งยุคสามก๊กทำนายหยางอี้ (เอียวหงี)

คลังเก็บ

  • กรกฎาคม 2019
  • มกราคม 2017
  • ตุลาคม 2016
  • กันยายน 2016
  • มีนาคม 2016
  • กุมภาพันธ์ 2016

ความเห็นล่าสุด

    Footer logo
    Copyright © MasterStudy Theme for WordPress by StylemixThemes
    • หน้าแรก
    • เกี่ยวกับเรา
    • เงื่อนไขและข้อตกลง
    • ติดต่อเรา